<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวด่วน (Breaking News)]]></title>
<link>https://law.onab.go.th/th/content/category/index/id/11</link>
<atom:link href="https://law.onab.go.th/th/content/category/index/id/11" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ให้ที่ดินพุทธมณฑล ๒,๕๐๐ ไร่ เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา]]></title>
<link>https://law.onab.go.th/th/content/category/detail/id/11/iid/128276</link>
<guid isPermaLink="false">91c311540036d9e32163f4233cf7f953</guid>
<pubDate>Thu, 05 Mar 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:26px;">สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลง <em>&ldquo;ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ให้ที่ดินพุทธมณฑล ๒,๕๐๐ ไร่ เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา&rdquo;</em></span></strong><br />
<strong>วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๙ นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงข่าวสำคัญยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชน มีสาระสังเขปว่า&nbsp;</strong><br />
ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีพิพาทระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กรณีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ โดยศาลมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ว่าที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีสถานะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้อง กรมธนารักษ์ ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนการดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ เนื่องจากกรมธนารักษ์ได้อาศัยการตีความตามความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของรัฐและควรขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งพุทธมณฑล รวมทั้งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา จึงได้ใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐาน เอกสารทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งพุทธมณฑล ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาส ๒๕ พุทธศตวรรษ โดยมีการจัดหาที่ดินจากการบริจาค การจัดซื้อ และการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีลักษณะเป็น &ldquo;ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา&rdquo; ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ และการดำเนินการของกรมธนารักษ์ในการขึ้นทะเบียนดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น กรมธนารักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้พิจารณากลับคำพิพากษาดังกล่าว การดำเนินคดีและการต่อสู้คดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี กระทั่งในวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ มีสถานะเป็น &ldquo;ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา&rdquo; ตามกฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุของรัฐ ไม่สามารถถูกจำหน่ายจ่ายโอนไปเพื่อกิจการอื่นนอกพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตลอดไป</p>

<p><br />
พุทธมณฑล เป็นพุทธานุสรณียสถานสำคัญสูงสุดของชาติไทย ตามนโยบายการฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานสถาปนาขึ้น โดยรัฐบาลร่วมกับพุทธศาสนิกชน พรั่งพร้อมกันโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ทั้งด้านการศึกษา และการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชศรัทธาพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ส่วนหนึ่ง และพระราชทานพระบรมราโชบายในการก่อสร้างทุกขั้นตอน และยังทรงพระมหากรุณาทรงรับงานพุทธมณฑลไว้ใน พระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อการสร้างพุทธมณฑลแล้วเสร็จสมบูรณ์ในสมัยที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธานนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด&nbsp;</p>

<p>ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา &ldquo;สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ&rdquo; ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการพระพุทธศาสนา ได้ทุ่มเทสรรพกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสถานะทางกฎหมายและเจตนารมณ์ของการสถาปนาพุทธมณฑลในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ในฐานะ &ldquo;ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา&rdquo; ให้คงอยู่ตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการจัดตั้ง<br />
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า ได้ดำเนินการต่อสู้คดีดังกล่าวตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่างเต็มกำลัง เพื่อคุ้มครองและรักษาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพุทธมณฑล รวมทั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจนทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของที่ดินดังกล่าว เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดในวันนี้ คดีดังกล่าวจึงถือเป็นอันยุติ นำความปีติยินดีมาสู่พุทธบริษัททั่วหน้า<br />
ทั้งนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะดำเนินการเสนอเรื่องต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการในขั้นต่อไป อันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการและการดูแลพุทธมณฑลให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎหมาย และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพุทธมณฑลในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา</p>

<p><br />
อนึ่ง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดรับ &ldquo;โครงการพัฒนาพุทธมณฑล ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา สืบสานพระบรมราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบรมราชูปถัมภกแห่งงานพุทธมณฑล เนื่องในอภิลักขิตสมัย ๑๐๐ ปีวันพระบรมราชสมภพ พุทธศักราช ๒๕๗๐&ldquo; ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ #สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นำความถวายพระพรขอพระมหากรุณา&nbsp;<br />
คณะสงฆ์โดยมหาเถรสมาคม และรัฐบาลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะได้ร่วมกันสนองพระบรมราโชบาย และพระสังฆราโชบาย อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา &ldquo;พุทธมณฑล ในพระบรมราชูปถัมภ์&ldquo; เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา นับแต่ปัญหาทางข้อกฎหมายได้ยุติลงอย่างเรียบร้อยโดยสมบูรณ์แล้วในวันนี้ ให้สมดั่งพระบรมราชปณิธานในรัชกาลที่ ๙ และในรัชกาลปัจจุบันและสมกุศลเจตนารมณ์ของชาวพุทธ เป็นศุภนิมิตแห่งความเจริญมั่นคงของกิจการพระพุทธศาสนาของชาติไทยและของโลก ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมแห่งองค์อัครศาสนูปถัมภกสืบไป&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://law.onab.go.th/th/file/get/file/202606306307472955952b90fdc05810b03c816d155745.png' type='image/png' length='1491632' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ ๓๑๔/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๘ เรื่อง การกำหนดให้มี “กองกฎหมาย” เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ]]></title>
<link>https://law.onab.go.th/th/content/category/detail/id/11/iid/327</link>
<guid isPermaLink="false">9c5de3bd8b3c63a9f929e71282794d76</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://law.onab.go.th/th/file/get/file/202606307d4ad90f0144b776db283d3bb320b376125223.png' type='image/png' length='659923' />
</item>
</channel>
</rss>
